อ่านยาก ภาพเกิด

บทความนี้คัดลอกมาจากบล๊อกของอาจารย์ติ๊ก (Grafiction) ซึ่งได้เขียนถึงงานที่ผมได้ส่งเป็น Final Project วิชา Communication Design 5

ผมเคยได้อ่านข้อมูลอ้างอิงจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่ว่า ในการอ่านคำๆ หนึ่ง
อาจไม่สำคัญว่าลำดับของตัวอักษรในคำๆ นั้นจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญอยู่ที่อักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายที่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
ทำให้เรายังสามารถอ่านและเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้รับรู้ทุกตัวอักษร แต่เรารับรู้จากภาพรวมของคำ
เช่น ‘Legibility Raserch at Cmabrigde Uinervtisy’ ก็ยังสามารถอ่านเข้าใจได้ เรียกง่ายๆ ว่าเราอาจจะจำรูปทางกายภาพของคำๆ หนึ่ง
แล้วเชื่อมโยงไปสู่ความหมายของคำๆ นั้น โดยยิ่งเมื่อเกิดความคุ้นเคยในการอ่านมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องสังเกตรายละเอียดหรือลำดับของตัวอักษรทุกตัว
ก็สามารถรับรู้ถึงคำๆ นั้นได้ ส่วนเรื่องตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายนั้น อาจจะต้องอ่านวิจัยนั้นอย่างละเอียดจึงพอจะให้ความคิดเห็นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะเอาข้อสังเกตนี้มาวิเคราะห์กับภาษาไทยด้วย นั่นก็ต้องคิดเยอะทีเดียว…
ถ้าจะใช้แนวคิดจากงานวิจัยที่อ้างตอนต้นเราก็จะสร้างข้อความงงๆ ได้ว่า ‘กณุรา ดง สูบุบรี่’
ถ้าไม่เว้นวรรค ‘กณุราดงสูบุบรี่’ ก็จะยิ่งงงหนักเข้าไปอีก… แต่อ่านอีกทีก็พอได้นะ

แต่ประเด็นที่ผมจะพูดต่อจากนี้คือเรื่องความคุ้นเคยในการรับรู้หรือในที่นี้ก็คือ ‘การอ่าน’ ที่สืบเนื่องมาจากหัวข้อในการออกแบบของนักศึกษา
พูดให้ง่ายก็คืองานชุดนี้พยายามจะเปลี่ยนปฏิกิริยาแรกของคนที่มีต่อคำหรือประโยค จาก ‘การอ่าน’ ให้เป็น ‘การมอง’
เมื่อสิ่งที่คนเรามองเห็นไม่สร้างสภาวะคุ้นชินให้กับสมองว่าสิ่งนั้นคือภาษา การตอบสนองของเราอาจเปลี่ยนเป็นการมองมากกว่าการอ่าน
เปลี่ยนสภาวะจากตัวอักษรหรือคำไปเป็นภาพ สิ่งที่ผมสนใจไปกว่านั้นก็คือเมื่อเรามองไปซักพักกลับพบว่าสิ่งที่เรามองอยู่นั้น ‘อ่านได้’
ภาพที่เราเห็นกลับกลายเป็นข้อความที่เราเข้าใจได้ ความสามารถของกราฟิก ดีไซน์ ที่สามารถชะลอการรับรู้เชิงความหมาย เพื่อให้การรับรู้เชิงรูปแบบ
นั้นได้มีโอกาสเผยตัวสู่ผู้พบเห็น ซึ่งจำเป็นต้องจัดการกับความเคยชินต่อภาษาของผู้คนที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงความงามทางรูปแบบ

หลายครั้งที่ผู้คนเข้าใจว่าการออกแบบเชิงตัวอักษร (Typography) นั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการอ่านเท่านั้น
แต่ก็หลายต่อหลายครั้ง…ที่นักออกแบบพยายามนำเสนอผลงานออกแบบเชิงตัวอักษรที่ก้าวผ่านประเด็นการสื่อสารทางภาษาเขียน
กล่าวคือไม่ได้คาดหวังจะใช้ศักยภาพของคำหรือภาษาอย่างเดียว (ซึ่งสามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม)
แต่ยังมองว่าตัวอักษร(ซึ่งเป็นผลผลิตการออกแบบอยู่แล้ว)ยังสามารถถูกจัดการเพื่อสื่อสารเชิงรูปแบบหรือความงาม
รวมไปถึงความสามารถในการสื่อสารเชิงอารมณ์และบริบทของการสื่อสารนั้นๆ อีกด้วย

ดังนั้นการบริหารจัดการเรื่อง ‘Ligebility’ ในงานออกแบบเชิงตัวอักษร จึงเป็นเหมือนการจัดการสัดส่วนในการสื่อสารของงาน
ระหว่างการสื่อความหมายเชิงภาษา สำนวน และอารมณ์ความรู้สึก ว่าในงานออกแบบชิ้นนั้นๆ ต้องการให้มีผลผลิตอย่างไร
สำหรับผลงานออกแบบชุดนี้ ใช้ข้อความที่เป็นคำเตือนหรือข้อห้ามสาธารณะมาใช้ การลดทอนรายละเอียดของตัวอักษรภาษาไทยให้มีความเป็นรูปทรงเรขาคณิต
อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการที่จะสร้างสิ่งเชื่อมโยงการรับรู้จากคำไปสู่ภาพได้โดยไม่ยากนัก รวมไปถึงการจัดองค์ประกอบที่ไม่ได้เป็นไปตามครรลองแบบการอ่าน
ทำให้ผลงานชุดนี้ประสบความสำเร็จในแง่การหันเหความสนใจของผู้ดูได้
แต่ทั้งนี้ยังมีคำถามให้ขบคิดต่อได้อีกว่า เมื่อสามารถเบี่ยงเบนความสนใจจาก ‘ใจความ’ ไปสู่ ‘รูปแบบ’ ได้แล้ว
รูปแบบนั้นให้สิ่งที่มีคุณภาพทัดเทียมและชดเชยกับความฉงนที่ตัวงานได้ให้ไว้หรือไม่?
และเมื่อนักออกแบบต้องการให้ผู้ดูกลับมา ‘อ่าน’ หลังจากได้รับสารเชิงรูปแบบแล้ว ผู้อ่านจะยังจะรับใจความนั้นได้หรือไม่?
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องการเวลาต่อไปให้กับการเริ่มต้นนี้…

ระหว่างการเตือนหรือห้ามด้วยความงามและความปราณีต กับ การขู่กรรโชกโฮกฮาก เราจะให้ความร่วมมือกับใคร?
นึกต่อว่า… ถ้าเราติดตั้งงานชุดนี้บนผนังของโถงชั้นล่างของอาคารเรียนที่นักศึกษายังนิยมสูบบุหรี่ทั้งๆ ที่มีป้ายห้ามสูบบุหรี่ติดอยู่
เราจะได้รับความร่วมมือหรือเปล่า?

ผมเดาต่ออีกว่า… ยังไงก็ยังมีคนสูบบุหรี่ใต้ตึกอยู่ดี เพราะคนบางคน พูดจาดีๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่อง…

Published on Oct 01, 2008 at 12:40 pm.
Filled under: Communication Design V, Design, F.A.B Communication Design, Typography | No Comments
Environment Friendly Kitsch : Yes, I am not!!

// บทความ และรูปภาพประกอบนี้มาจาก blog ของอาจารย์ติ๊ก (gra+fiction)

(บทความนี้อุทิศให้ นศ.วิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ 5 ที่สัญญาว่าจะนำเสนอความคิดจากอาจารย์ผู้สอนด้วย)
โดย สันติ ลอรัชวี

ประเด็นเรื่องความห่วงใยสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคม และถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่ในวงการออกแบบทุกแขนง
แต่ก็ดูเหมือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ กลับทวีความรุนแรงพอๆ กับอัตราการเพิ่มของกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ในทุกมุมโลก
ปัจจุบันกระแสโลกร้อนก็ขยายวงกว้างขึ้นไม่แพ้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของโลกใบนี้ ซึ่งไม่ต่างจากกระแสอื่นๆ ที่สามารถนำไปทำมาค้าขายได้
จนเกิดกระแส “Global Warming Marketing” ที่เป็นศัพท์ใหม่ในหมู่นักการตลาด

นักออกแบบกราฟิกเอง ก็เป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการมีส่วนร่วมกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม
การที่นักออกแบบมีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบของงาน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุรวมไปถึงเทคนิคการผลิต ล้วนแล้วแต่มีผลต่อปัจจัยการใช้ทรัพยากร
และการย่อยสลายทั้งสิ้น หันมามองนักออกแบบสายสื่อสารกันบ้าง ก็มีส่วนไม่น้อยในการสร้างผลงานของตนเพื่อการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคจนเกินจำเป็น
สามารถสร้างเหตุผลสีเขียวในการบริโภคให้กับผู้คนในสังคมได้อย่างแนบเนียน ดังจะเห็นได้จากยอดขายในอีเบย์ของกระเป๋า
‘I’m not a plastic bag’ ที่ออกแบบโดยนักออกแบบชาวอังกฤษ Anya Hindmarch หรือแม้แต่กระเป๋าผ้าดิบที่แจกและขายกันอย่างครึกโครม
โดยห้างร้านและหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นเหตุทำให้เกิดการเฟ้อของจำนวนกระเป๋าโลกร้อนในแต่ละครัวเรือน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า
กระแสโลกร้อนได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคอย่างแนบแน่น โดยมีนักออกแบบเป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์ ทำให้เกิดสภาพการณ์ที่ขัดแย้งกัน
ระหว่างเป้าหมายของพฤติกรรมกับรูปแบบของพฤติกรรม ยังรวมถึงผลกระทบของพฤติกรรมนั้นด้วย

จากข้อสังเกตดังกล่าว นำมาสู่การตั้งคำถามไปยังที่งานออกแบบ นักออกแบบ รวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่บริโภคหรือเสพงานออกแบบ
ว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้งานออกแบบเชิงอนุรักษ์เป็นเครื่องอำพรางพฤติกรรมส่วนตัวที่สวนทางกับแนวทางรณรงค์หรือไม่
หรืองานออกแบบสื่อสารได้แสดงอำนาจของมันให้ผู้คนหลงเชื่อว่าการได้ครอบครองงานออกแบบเชิงอนุรักษ์นั้น เสมือนราวกับการได้มีจิตสำนึก
และพฤติกรรมเชิงอนุรักษ์อย่างเบ็ดเสร็จแล้วเช่นกัน ขณะที่นักออกแบบสื่อสารจำนวนหนึ่งพยายามสร้างเครื่องมือสื่อสารเชิงสัญลักษณ์
(จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ดูเหมือนจะได้การตอบรับอย่างดีจากผู้คนที่กำลังแสวงหาช่องทางลัดเชิงพฤติกรรมหรือการแสดงตัวตนเชิงอนุรักษ์
โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิมของตนมากนัก โดยหวังว่าปัญหาต่างๆ กำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากการสนับสนุน(เครื่องมือ)
การสื่อสาร โดยที่เป็นการขยายผลทางการสื่อสารแต่ไม่ได้เป็นการขยายผลทางพฤติกรรม เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายและดูดีกว่าถ้าผลักภาระ
ให้ผู้อื่นเป็น“ผู้ปฏิบัติ” โดยกำหนดบทบาทในฐานะ“ผู้ส่งสาร”ให้กับตนเอง


^ แม้แต่สตูดิโอของผู้เขียนเองก็มีส่วนในกระแส Global Warming Marketing

พอกล่าวถึงบทบาทของ“ผู้ส่งสาร” ก็ต้องยอมรับว่าเป็นบทบาทที่มีเสน่ห์และน่าแสดงอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากดูเหมือนจะสะดวกสบายกว่าแล้ว
ยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ผูกกับการบริโภคในปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้ส่งสารเองก็ได้รับผลลัพธ์เชิงภาพลักษณ์อย่างเด่นชัด ซึ่งแตกต่างจาก
บทบาทของ “ผู้ปฏิบัติ” ที่ต้องปรับตัวมากกว่าโดยที่อาจไม่มีใครรับรู้และชื่นชมกับการกระทำนั้น
หลายคนคงเคยได้รับ Forward Mail เกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือของผู้ป่วยขั้นรุนแรง สิ่งหนึ่งที่เห็นตามมาก็คือที่อยู่อีเมล์จำนวนมหาศาล
ของผู้ที่เคยได้รับเมล์ฉบับนี้ นั่นคือตัวอย่างของพฤติกรรมการส่งผ่าน(รวมไปถึงความรับผิดชอบที่จะช่วยเหลือ) อาจคิดกับเรื่องนี้ได้หลายแบบ
เช่น ไม่สามารถช่วยเหลือได้จึงส่งผ่านไปยังผู้อื่นเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือ (ต้องการเลือดกรุ๊ปโอ แต่ไม่ใช่กรุ๊ปเดียวกัน) หรือ
คิดว่าการส่งผ่าน(อย่างลวกๆ)ไปยังผู้อื่น =(เท่ากับ) การช่วยเหลือ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าสามารถช่วยได้หรือไม่ ควรช่วยหรือไม่
ได้รับความช่วยเหลือไปแล้วหรือยัง ความคิดเช่นนี้สะท้อนได้จากการที่ไม่มีใครในลูกโซ่ลบอีเมล์แอดเดรสที่ยาวเหยียดและเป็นอุปสรรค
ต่อการรับข้อมูลจริงๆ บางเมล์มีการตั้งชื่อเมล์ต่อออกไปเพื่อกำกับพฤติกรรมต่อเนื่องและแสดงถึงคุณค่าบางอย่างที่ได้ส่งต่อ
เช่น ถ้าไม่ส่งต่อก็ไม่ใช่คนแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณค่าบางอย่างที่ใช้อ้างอิงของการส่งต่อนั้นคือ “มนุษยธรรม” และมองว่าการไม่ส่งต่อ
เป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรม ทำให้นึกถึงพฤติกรรมแบบ Kitsch ที่คุณมุกหอม วงษ์เทศ เคยกล่าวถึงในหนังสือ“พรมแดนทดลอง” ว่า
“Kitsch คือการเชิญชวนชักนำเข้าไปสู่มิติของอารมณ์ความรู้สึกที่ดูเหมือนจะลึกซึ้งสูงส่งด้วยวิธีแบบลัดตื้นสะดวกง่าย หรือการแต่งแต้มสร้างโลก
ที่ชวนให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นอย่างจริงแท้” อาจเรียกได้ว่าเป็นทัศนคติการมองโลกแบบ “Environment Friendly Kitsch” สภาวะแบบนี้ใช่ว่าจะเกิดกับ
ผู้คนโดยทั่วไปเท่านั้น แม้แต่นักออกแบบสื่อสารเองก็ดูเหมือนจะหลงระเริงกับบทบาทนี้เช่นกัน เพราะด้วยหน้าที่ทางวิชาชีพจะเป็นเหตุผลที่ดีใน
การแสดงบท “ผู้ส่งสาร” แล้ว การรับบทเป็นผู้ประพันธ์ด้วยก็ดูเหมือนจะทำให้ภารกิจนี้มีความท้าทายและมีอำนาจในการประกอบความหมายได้อีก
การควบบทบาทของนักออกแบบสื่อสารนั้นไม่เพียงทำให้บทของการเป็น “ผู้ปฏิบัติ” นั้นดูจะถูกให้ความสำคัญน้อยลง แต่ยังทวีความสูงส่งของสถานะ
การส่งสารที่มีรสนิยมและชวนให้หลงใหลกับสถานภาพนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะกล่าวโทษใครซักคนไม่ได้เลยว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมัวแต่มา
ลุ่มหลงกับผลผลิตของการรณรงค์เชิงสิ่งแวดล้อมมากกว่าเจตจำนงค์ที่แท้จริงของการรณรงค์ (แม้ว่าเจตจำนงค์นั้นจะเป็นเจตจำนงค์เชิงพาณิชย์ก็ตาม)
เพราะในเมื่อเปลือกหุ้มที่นักออกแบบทำให้ดูฉูดฉาดงดงามเกินกว่าผู้คนจะกล้าปอกเปลือกมัน

ขอยกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้้เห็นถึงการทับซ้อนและขัดแย้งของชุดความคิดและเจตจำนงค์ในการสื่อสาร ได้แก่ การแสดงนิทรรศการออกแบบของนักออกแบบคนหนึ่งที่จัดแสดงที่ในศูนย์การค้า
โดยถูกประชาสัมพันธ์ภายใต้โครงการที่เป็นประเด็นการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลงานของนักออกแบบถูกเลือกให้มาปรากฏในพื้นที่ทางการค้าด้วยเหตุผล
ที่นักออกแบบใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เก่ามาเป็นวัสดุหลักในการสร้างงาน แม้ว่ากระดาษหนังสือพิมพ์เก่าจะเป็นตัวเชื่อมโยงเข้าสู่ประเด็นสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี
แต่ตัวผลงานดั้งเดิมเองอาจไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประเด็นเชิงอนุรักษ์เลย ในแง่ของกระบวนการสื่อสาร ปรากฏการณ์นี้อาจให้มิติของเรื่องราวที่หลากหลายและซ้อนทับกันอย่างน่าสนใจ
ด้านศูนย์การค้าที่สนันสนุนพื้นที่จัดแสดงได้นำเสนอภาพลักษณ์(ต่อเนื่อง) ผ่านนิทรรศการงานออกแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงเนื้อหาทางสิ่งแวดล้อม (โดยวัดจากวัสดุที่ใช้)
สามารถประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อสารมวลชนจนทำให้ภาพรวมของนิทรรศการเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม

ส่วนนักออกแบบเลือกที่จะสร้างผลงานผ่านรูปทรงแผนที่ด้วยเจตจำนงค์ของตนเอง โดยไม่ได้มุ่งเน้นไปที่กรอบเชิงอนุรักษ์
แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความคลุมเครือและความเป็นสาธารณะในการนำเสนอเนื้อหาด้วยรูปสัญญะ(แผนที่)ที่คุ้นชินต่อผู้คนทั้งหลาย
และกำกับเงื่อนไขการมองผลงานในระยะต่างๆ เพื่อความสอดรับกับพื้นที่ที่จัดแสดง ถ้าพิจารณาผ่านเนื้อหาที่ผ่านการประชาสัมพันธ์ก็จะพบว่า
สาระสำคัญในผลงานนั้นเป็นประเด็นเกี่ยวกับการสื่อสารการรับสาร (ซึ่งเป็นประเด็นของนิทรรศการที่แสดงใน Art Gallery ก่อนหน้านี้) และเป็นเรื่อง
ภาษาทางศิลปะและการออกแบบเป็นสำคัญ มากกว่าการรณรงค์สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายถ้าคนจะเข้าใจเนื้อหาของผลงานเป็นเรื่องสีเขียวอย่างเดียว
นักออกแบบเองก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ เพราะนักออกแบบเองก็พยายามสร้างช่องทางการตีความให้มีทางเดิน(ที่กว้างด้วย)ไปสู่ประเด็นเชิงสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้ชมผลงานน่าจะได้รับบางสิ่งที่แตกต่างกันจากตัวผลงาน อันเนื่องมาจากเจตจำนงค์ที่แตกต่างกันระหว่างนักออกแบบกับศูนย์การค้า
ดังนั้นข้อมูลที่ผู้ชมได้รับนั้นค่อนข้างจะมีผลกับการรับรู้ต่อตัวงาน กรณีผู้ชมที่เคยชมนิทรรศการก่อนหน้าของคนออกแบบ ก็อาจจะเชื่อมโยงไปสู่เจตจำนงค์
ของนักออกแบบได้ไม่ยากนัก เช่นเดียวกันกับผู้ชมที่ได้รับข้อมูลประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการเชิงรณรงค์ ก็ย่อมจะตีความไปในทางเดียวกัน
แต่สำหรับผู้ชมที่เป็นผู้ที่ผ่านไปมาแล้วก็ชมนิทรรศการจากมุมมองที่ต่างกันก็จะเป็นอิสระจากการกำกับของข้อมูล
นั่นก็ทำให้การรับรู้แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงการรับรู้นั้นคือความไม่เข้าใจ…

สำหรับใครบางคนอาจคิดไปว่า ผลงาน Paper Installation ที่ทำมาจากกระดาษหนังสือพิมพ์เก่านั้น น่าจะปล่อยให้มันอยู่ในวิถีของกระบวนการย่อยสลายกระดาษเก่า
ยังจะมีประโยชน์กว่าการเสแสร้งปรุงแต่งให้มันเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ไร้ประสิทธิภาพ หากเพียงแต่ใครคนนั้นเป็นเจ้าของผลงานที่ถอดวางบทบาท “ผู้ส่งสาร”
แล้วหันกลับไปพิจารณาความเป็นมาของปรากฏการณ์หนึ่งๆ
ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ขับเคลื่อนให้สิ่งเสมือนหรือภาพเทียมของความห่วงใยสิ่งแวดล้อม นั้นมีอารมณ์ความรู้สึกที่ดูลึกซึ้งและชวนให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นอย่างแท้จริง…
มันอาจจะใช่ / อาจจะไม่ใช่ / ไม่อาจจะใช่ / ไม่…อาจจะใช่

ถึงแม้จะมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดไม่สื่อสาร” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “เราจะไม่สามารถไม่ส่งสาร”
เพราะมันไม่ได้มีความหมายว่าใครจะได้รับสารหรือไม่ ใครจะได้รับสารอย่างไร แต่มันสำคัญอยู่ที่“การไม่ส่งผ่านสาร”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า“สาร”นั้นหมายถึงบทบาทเชิงบุคคล ที่หลายครั้งผู้คนอาจละเลยว่าจะปฏิบัติต่อบทบาทนั้นอย่างไร
แต่กลับไปพยายามแสวงหาว่าจะนำเสนอบทบาทนั้นอย่างไร บางทีด้วยเหตุนี้อาจทำให้เงื่อนไขของการส่งผ่านสารเกิดขึ้น
“ผู้ส่งผ่านสาร” จึงดูเหมือนจะมีมากกว่า “ผู้ตอบสนองสาร”

Published on Sep 19, 2008 at 10:48 pm.
Filled under: Communication Design V, F.A.B Communication Design, General, Inspiration | No Comments
Standard website resolution

หลังๆมา ไม่ค่อยได้นึกถึงการหาข้อมูลต่างๆที่น่าจะถูกต้อง กับการทำเว็บไซต์ ส่วนใหญ่จะมาจากประสบการณ์ซะมากกว่า แต่พอผ่านไปนานเข้า เทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เกิดคำถามกับตัวเองหลายอย่าง อย่างเช่นว่า ทุกวันนี้ resolution ของเว็บไซต์ที่ support คนได้มากที่สุดคือเท่าไหร่กันแน่

อย่างที่ทราบดีสำหรับตัวผมว่า สมัยก่อนคอมพิวเตอร์ กับ VGA Card แสดงผลได้น้อย 800×600 pixels ก็แทบจะเป็นเรื่องมาตรฐานพอสมควรในช่วง 5-10 ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นหลายๆคนยังใช้ขนาดหน้าจอ 640×480 อยู่เลย จนมาตอนนี้ ทุกคนก็เริ่มมาใช้ขนาดหน้าจอที่กว้างขึ้น อาจจะเป็นเพราะประสิทธิภาพการ์ดจอในทุกวันนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญโดยส่วนตัวของนักออกแบบ หรือผู้ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องทำงานไปพร้อมกับ Tool ที่มีจำนวนมาก และวุ่นว่ายพอสมควรหากปล่อยให้หน้าต่างเหล่านี้มาบังเรา วิสัยทัศน์ที่ดีก็จะขาดหายไป

นี่คือข้อมูลล่าสุดที่ลองค้นหาดู จาก W3School ซึ่งเป็นเว็บที่นำเสนอข้อมูลทุกประเภท เกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ มีการสอน เทคนิค และวิธีการ ที่ทั่วโลกยอมรับ ในระดับที่ดูจะเหมือนเป็นองค์กรณ์ทางด้านการออกแบบงาน digital content ไปแล้ว

เห็นได้ว่า สถติจากการใช้งานในปัจจุบัน ผู้ใช้หันมาใช้ Browser ที่ 1024×768 เป็นส่วนใหญ่ 48% และใช้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่านั้น 38% ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนน้อยมาก ถ้าเทียบกับขนาดหน้าจอที่เคยเป็นมาตรฐานเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้ใช้เหลืออยู่แค่ 8% เท่านั้น ซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ แล้วไม่สามาถขยับขยายหน้าจอก็เป็นได้

ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อดีที่ว่า การออกแบบเว็บไซต์ เราจะนำเสนอใคร พื้นที่ และวิสัยทัศน์ในการมองเห็นก็จะมีความสำคัญมากขึ้น หากกลุ่มลูกค้าเป็นพวก Hi-end ถึงระดับกลางๆ ที่น่าจะใช้คอมใหม่ๆ ดังนั้น Resolution ที่ใหญ่กว่า 1024×768 ก็จะช่วยให้เราสามารถออกแบบเลเอ้าท์ได้เหมาะสม และอาจจะทำได้ชัดเจนกว่า เนื่องจาก จอเล็กก็จะทำให้เราต้องบีบอัดจำนวนตัวอักษรมากขึ้น

ลองนึกภาพดูจาก หนังสือพิมพ์ หากเล่มใหญ่มากๆ ก็จะมีข้อมูลที่ละเอียดมาก (แต่ไม่ใช่ว่าใหญ่ๆจะดีเสมอไป)

อ้างอิง: http://w3schools.com/browsers/browsers_stats.asp

Published on Jun 19, 2008 at 1:49 pm.
Filled under: Design, Research, Web Design | No Comments
ประโยคดีๆที่เกิดขึ้นภายในอาทิตย์นี้

“ก็น่าสนใจ!”
คำนี้มักจะกลายเป็นคำที่ดูห่างเหินออกมาจากความหมายของมัน เริ่มจะกลายเป็นคำติดปากที่อาจจะแปลว่า มันไม่ได้น่าสนใจหรอก การเลือกใช้คำพูดนี้อาจฟังดูเหมือนมีความนัยบางอย่างบอกให้เราทราบว่า มันดูน่าสนใจนะ หรือมันอาจจะกลายเป็นว่า มันก็อย่างนั้นแหละ

Karaoke case
เกิดจากการวิเคราะห์ของอาจารย์ติ๊ก (Gra+Fiction) ในวิชาเรียน Communication Design ซึ่งจะให้นักเรียนพูดคุยถึงโปรเจคของตัวเอง และสิ่งที่อาจารย์ได้รับคือ การที่นักเรียน “พยายาม” จะหาประเด็นเพื่อใช้ในการทำงาน การตั้งชื่อว่า คาราโอเกะ ตามความคิดของผมน่าจะมาจาก วีดีโอคาราโอเกะ เพียงสากล ที่จะมีนางเอกมาเดิน ลูบก้อนหินบ้าง จับดอกไม้บ้าง แล้วก็เดินผ่านไป เหมือนการที่เราจะทำอะไรซักอย่างโดยที่ไม่พยายามทำอย่างจริงจัง เหมือนกับการ “แตะ” แล้วก็ผ่านไป

โดยวีดีโอประเภทนี้ ความเป็นจริงแล้ว จุดประสงค์คือต้องการให้คนแค่อ่านตัวหนังสือด้านล่างแล้วก็ร้องตาม การที่ภาพประกอบมีการกระทำที่มากกว่าการสำผัส อาจทำให้ผู้ที่ดูวีดีโอนี้เกิดหันความสนใจไปทางอื่นก็เป็นได้

กับดักแห่ง Mind-Map
ในฐานะที่คุณทำงานออกแบบหรือวางแผนอะไรซักอย่าง หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องกับวิชาออกแบบเลยก็ได้ คุณเคยใช้ Mind Map มั๊ย? สิ่งที่ได้รับข้อมูลมาจากคลาสเรียนนั้น Mind Maps เป็นวิธีการหนึ่งที่สามาราถทำให้เรามองเห็นองค์ประกอบของความคิดโดยรวมชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าใจถึงการใช้ “แผนผังความคิด” นี้แบบผิดๆ ก็คือ เราพยายามที่จะค้นหาองค์ประกอบของมัน โดยลืมที่จะสนใจต้นเรื่องของมัน ในการออกแบบหรือทำงานโฆษณา Mind Maps อาจจะทำให้เราผิดพลาด และสื่อสารหลงประเด็นไปอย่างง่ายดาย

มองในมุมหนึ่ง การใช้ Mind Maps อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าดูเท่ห์ จากคนอื่นที่ไม่สามารถใช้วิธีการนี้ในการจะเรียงลำดับอะไรซักอย่าง และวิธีการนี้อาจจะอันตรายมากขึ้นไปอีก หากเราคิดว่ามันดูเท่ห์จริงๆ จนในที่สุด เราก็อาจจะไปยึดติดกับภาพมายาจากคำว่า เท่ห์โดยกายใช้ Mind Map โดยไม่รู้วิธีการ และข้อดีของมันจริงๆ

“Mind Maps” อ้างอิงจากหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” เขียนโดย วนิสา เรซ เขียนว่า
Mind Maps เป็นสิ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นมาให้เหมาะกับการทำงานของสมอง เพราะมีการแตกข้อมูลจากจุดศูนย์กลาง คล้ายเซลล์สมองคนจริงๆ มีการใช้ภาพ ใช้สีสัน ซึ่งว่ากันตามหลักการทำงานของสมองแล้วถือว่า…ถูกต้องที่สุด

นอกจากการใช้ Mind Maps แล้ว หนูดีมักแนะนำคนให้จดโน้ตด้วยการแบ่งกระดาษออกเป็น 80/20 คือ

80% ไว้จดข้อมูลที่เราได้ฟัง อีก 20% ไว้จดสิ่งที่เราได้คิด หรือจินตนาการในระหว่างที่ฟังข้อมูลนั้น ซึ่งถือเป็นการจดโน้ตเชิงรุก

หากใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะเห็นว่าเด็กๆที่เขียน Mind Maps แทนการจดเป็นบรรทัด (เหมือนสมัยที่ผมยังเด็ก) จะเกิดการโยงความคิด และอาจนำประสบการณ์ ในความทรงจำมาช่วยให้เราจดจำได้ง่ายขึ้น โดยที่เนื้อหาอื่นๆอาจจะไม่มีความจำเป็นมากไปกว่า keyword ที่เราได้รับ และการจินตนาการจากประสบการณ์ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆอยู่บ้าง

Published on Jun 19, 2008 at 1:26 pm.
Filled under: Communication Design V, F.A.B Communication Design | No Comments
การสื่อสารที่ผิดพลาด ทำให้เกิดผลดี

จากวิชา Communication Design V ครั้งที่แล้ว สิ่งที่ได้ต่อไปจากการวิเคราะห์ข้อมูลของตนเอง ต่อเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาด ทำให้มองเห็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลดี

ที่มาของการสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อนนั้น เกิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์หากเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดซึ่งอาจจะเป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดสงคราม ทำให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงต่อมนุษย์ ที่ไม่ได้รู้เห็นกับซึ่งอาจเกิดจากเรื่องราวความขัดแย้ง หรือผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ที่มีอำนาจ โดยมองลึกลงไปจากคำถามที่ว่า ในช่วงที่มีการสื่อสารที่ผิดพลาด (15 นาทีที่จะตัดสินใจตอบโต้) อาจะทำให้เกิดความวุ่นวายจากจิตสำนึก ประสบการณ์ส่วนตัว ของคน 1 คน ส่งผลไปยังคนหลายๆคน จนเกิดความโกลาหลได้

ยกตัวอย่างเช่น หากเรารับรู้ข้อมูลข่าวสารนี้ ว่า ภายใน 15 นาที เราจะต้องตาย จากการที่มีประเทศใดประเทศนึง ยิงขีปนาวุธ แล้วจะตกมาในบริเวณที่ใกล้เคียงกับเรา สิ่งแรงคือ บุคคลผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารนี้ จะนึกไตร่ตรองถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำ อาจจะเกิดจากประสบการณ์พื้นหลังของแต่ละคน บ้างก็คิดที่จะ “เลือกทำ” บางสิ่งบางอย่าง เช่น ขอกลับไปเจอครอบครัว หรือ ขอให้ได้ทำกิจกรรมนี้ที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะทำสักครั้ง ก่อนที่จะตาย หรือบางคนอาจจะ “ไม่เลือก” ที่จะทำอะไรเลยเพียงแค่ขอให้นอนตายอย่างสงบอยู่ในบ้าน

ความโกลาหลอาจจะเกิดขึ้นจากการที่ทุกคนนึกถึงแค่สิ่งที่ตัวเองอยากจะทำก่อน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งสามัญที่ทุกคนเริ่มต้นคิดกันอยู่แล้วในทุกวันนี้ก็อาจจะเป็นได้

เมื่อต่างคนต่างคิดที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้ ทุกคนก็จะมุ่งไปที่ความต้องการของตัวเอง ทำให้การสื่อสารระหว่างคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม เกิดการสื่อสารที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้น ทำให้เกิดความผิดพลาดมากขึ้นไปอีก

นี่เป็นที่มาของประโยคที่น่าสนใจซึ่งอาจจะนำมาสู่ประเด็นของการออกแบบ “การสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อน”

แต่มองในทางกลับกัน หากเรามองถึงโครงสร้างของการสื่อสารที่ผิดพลาดซ้ำซ้อน อาจจะก่อให้เกิดผลดี หากเรามองในอีกมุมหนึ่ง เช่น หากบุคคลนั้นได้รับสัญญาณอันตรายถึงการสูญเสีย บุคคลผู้นั้นจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะสื่อสารต่อผู้คนที่อยู่ใต้การปกครอง(มนุษย์ที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตแดนเดียวกัน) มีความวิตกน้อยที่สุด หรืออาจจะไม่มีความวิตกเลย เพื่อให้การสื่อสารที่ซ้ำซ้อนนั้นกลายเป็นผลดีที่สุด

มีตัวอย่างที่ผมเองนึกขึ้นได้จากประสบการณ์ของการดูหนัง หรือการเมือง และสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราว่า หากบุคคลที่ 1 ที่ต้องการเริ่มจะสื่อสาร มีความต้องการที่จะได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง แต่เหตุผลนั้นไม่สมควรที่จะพูดโดยตรง และอาจจะมีวิธีการที่ดีกว่าในการสื่อความบางอย่างออกไป เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ชอบนักหากบุคลที่ 2 และ บุคคลอื่นๆ ได้รับรู้

ลองมองกลับไปในประเด็นที่ใกล้ตัว การโฆษณาสินค้าในทุกวันนี้อาจจะมีการสื่อสารที่ซ้ำซ้อนอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ได้ ความต้องการสิ่งแรกอาจจะเกิดจากการต้องการผลประโยชน์จากการขายสินค้า แต่กลับใช้วิธีการสื่อสารในอีกรูปแบบหนึ่งเช่น “เราห่วงใยคุณ” , “หรือคุณมาลองใช้ … ของเราสิ แล้วคุณจะได้เห็นประโยชน์สูงสุด จากการใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา” การโฆษณาด้วยจุดประสงค์นี้ล้วนแต่นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้ที่ผลิตสินค้านั้นๆ ในอีกแง่มุมหนึ่ง และในบางกรณี การใช้บุคคลที่มีตำแหน่งทางสังคมเป็นที่รู้จัก หรือผู้ที่รู้จักโดยทั่วไปจากการทำงานผ่านพื้นที่สาธารณะ เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง มาช่วยเสริมความน่าเชื่อถือจากการสื่อสารเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้การสื่อสารยิ่งดูมีความวุ่นวายมากขึ้นไปอีก

(ลองคิดนอกกรอบ) พอมองนอกกรอบจากประเด็นนี้ ในเรื่องของจรรยาบรรณของผู้ที่ใช้พื้นที่สาธารณะนี้ในการเลี้ยงชีพ ก็คงไม่มองเห็นประเด็นที่ผิดพลาดของการสื่อสารที่ซับซ้อนนี้เท่าไหร่นัก บุคคลนั้นอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างทีได้รับผลประโยชน์ด้วย จนไม่สนใจว่าจะหลอกลวงประชาชนหรือไม่ จนลืม จรรยาบรรณของมนุษย์ไป ใช้แต่ความมีชื่อเสียงของตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์อันสูงสุด

จากประเด็นนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะทำให้ลองเจาะเข้าไปให้ลึกขึ้น เพื่อที่จะเห็นแก่นแท้ในด้านของการออกแบบ

ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว การออกแบบ ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันในการที่จะปูความเชื่อผิดๆกับการสร้างความเชื่อให้กับคนในสังคม ซึ่งต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนเอง จนกลายให้เรื่องอื่นๆสามารถลึกซึ้งกับสิ่งนั้นได้เพียงแค่เปลือก โดยเปลือกที่นักออกแบบสร้างขึ้น อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดอย่างสูงสุดก็เป็นได้

( แต่สิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรจะลืมคือ นี่เป็นเพียงการวิเคราห์แบบต่อเนื่อง ซึ่งได้หยิบยกตัวอย่างของสภาวะแวดล้อมรอบตัวมายกตัวอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถย้อนกลับไปสู่ความย่ำแย่จากการสื่อสารที่ผิดพลาด ในการทำสงคราม นิวเคลียร์ )

Published on Jun 19, 2008 at 12:57 pm.
Filled under: Communication Design V, F.A.B Communication Design | No Comments
Project Start

เริ่มต้นคลาสวิชา Communication Design 5 ซึ่งเป็นตัวสุดท้าย ซึ่งเนื้อหาการเรียนจะเน้นไปที่ขบวนการของความคิด ซึ่งจะขยายออกมาให้เห็นทุกขั้นตอน ในการสร้างงานออกแบบที่ดี โดยเริ่มต้นจาก การเริ่มต้นหา content ที่เราสนใจ วิเคราะห์ ทดลอง จนกลายมาเป็นผลงานการออกแบบ 1 ชิ้นหรือมากกว่า ด้วยวิธีการ และสื่อใด้ก็ได้ที่มีความเหมาะสม

โดยสัปดาห์แรก เริ่มต้นจากการที่ให้ดูสารคดี ของช่องข่าว abc ชื่อว่า 2020 Last day on earth. ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ 7 สิ่ง ที่สามารถทำลายมนุษย์ได้ เรียงลำดับมาจาก น้อยที่สุด ไปถึงมากที่สุด ได้แก่ รังสีแกรมม่า, หลุมดำที่ค้นพบว่าเคลื่อนที่ได้, หุ่นยนต์, ลาวา, อุกาบาต, สงคราม, อากาศเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ได้รับจากการดูหนัง ถูกแบ่งเป็นขั้นตอนความคิดต่างๆ ดังนี้

1. ทุกวันนี้ การพัฒนาสมองกล หรือคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยทุ่นแรง, ทำให้ประหยัดเวลา ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่หลายตัน จนกลายมาเป็นขนาดที่เล็กกว่าฝ่ามือ ซึ่งนอกจาก chip ของ computer แล้ว การที่มนุษย์ประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่นเครื่องคิดเลขขึ้นนั้น ช่วยให้ผลทางการคำนวนผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์มีความแม่นยำ และสะดวกมากขึ้น หรือการใช้นาฬิกา อาจจะเป็นการสร้างมาตรฐานของเวลา เนื่องจากการเดินของเครื่องจักร มีความเที่ยงตรง แม่นยำกว่าการคาดคิดของมนุษย์ ซึ่งอาจจะต้องมีความชำนาญในสิ่งเหล่านั้นอย่างมาก การใช้โทรศัพท์มือถือ ในการบันทึกชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ คนที่เราต้องการติดต่อ ทำให้ที่สุด มนุษย์ค่อยๆ ลืมเบอร์โทรศัพท์นั้น และต้องหันไปพึ่งโทรศัพท์มือถือในที่สุด

ถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่ง การที่มนุษย์ มีสิ่งที่ช่วยบันทึก ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน อาจหมายความว่า มนุษย์ ยอมแพ้กับสิ่งๆนั้นไปแล้ว (อาจจะเป็นข้อดี และอาจจะเป็นข้อเสียได้) การที่มนุษย์ ผลิตคอมพิวเตอร์และสร้างการโต้ตอบ และพยายามจะทำให้สิ่งนี้กลายเป็นสมองที่มีความชาญฉลาด ผลสุดท้ายการที่เครื่องจักรที่นอกจากการมีการวิเคราะห์ที่แม่นยำแล้ว ยังจะสามารถตัดสินใจได้อีกด้วย และหากวันใด มนุษย์ เริ่มยอมแพ้กับความแม่นยำ ยอมแพ้กับการคิด วันหนึ่งเครื่องจักรอาจจะทำหน้าที่แทนเราได้

แล้วเมื่อใดที่เครื่องจักรสามารถตัดสินใจได้ดีกว่ามนุษย์ วันนั้นอาจจะกลายเป็นวันอวสานของมนุษย์ได้เช่นกัน.. แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่เหนือกว่าเครื่องจักร ก็คือ อารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ไม่มีความแน่นอน นี่อาจจะเป็นสิ่งที่แตกต่างเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ “มนุษย์ ยังคงเหนือกว่าเครื่องจักรก็เป็นได้”

2. ประเด็นเกี่ยวกับการสื่อสารที่ผิดพลาด อาจจะก่อให้เกิดหายนะต่อมนุษย์โลกได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากการติดสินใจของคนไม่กี่คน ในประเทศต่างๆทั่วโลก ต่างต้องการอาวุธที่ทรงพลังเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง บ้างก็เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ ซึ่งอาวุธที่ทรงอานุภาพนี้ก็คือนิวเคลียร์ ที่มีตัวอย่างให้เห็นกันเมื่อ อเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงไปในเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น นั่นก็เป็นการประกาศถึงความรุนแรงของอาวุธชนิดนี้ ข้อมูลบอกว่าหากมีการยิงจรวดจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง เมื่อประเทศนั้นสามารถตรวจจับวัตถุลึกลับจากน่านฟ้าได้ ประเทศนั้นจะมีเวลาเพียง 15 นาที ที่จะตรวจสอบและตัดสินใจที่จะตอบโต้หรือทำลาย หรือหาทางแก้ไข ซึ่งเพียง 15 นาทีนั้นอาจจะเป็น 15 นาทีที่อาจทำให้เกิดความพินาศต่อมนุษย์ก็เป็นได้

สิ่งที่ได้รับหลังจากพูดคุยกันในครั้งแรก คือคำถามที่ทำให้ผมเกิดความสนใจที่จะคิดต่อไปคือ หากคุณรู้ว่ามีประกาศว่าภายใน 15 นาที คุณจะโดนนิวเคลียร์ “จะทำให้เกิดผลที่รุนแรงขนาดไหน”

ในสัปดาห์ต่อไป เราสามารถนำเสนอประเด็นอื่นๆได้อยู่ หากเรารู้สึกว่าเราสนใจ หรือเราสามารถจะขุดให้ลึกต่อไปก็ได้ หลังจากนี้จะมาสรุปผลในสัปดาห์ต่อไป

Published on Jun 16, 2008 at 10:42 pm.
Filled under: Communication Design V, F.A.B Communication Design | No Comments
Documentary ABC 2020 Last day on earth

Published on Jun 07, 2008 at 10:47 am.
Filled under: Communication Design V, F.A.B Communication Design | No Comments
Trainee

ผ่านไปแล้วกับการฝึกงานที่ JWT นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี พี่ๆที่นั่นใจดี เป็นกันเองทุกคนเลย จากที่ไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องงานโฆษณาเลย ก็ได้ศึกษา โชคดีที่ได้ไปดูขั้นตอนการผลิตหนังตั้งแต่ต้นจนจบ ของกินที่นั่นอร่อยมาก จะนึกถึงวันเวลาที่ดีๆ นี้ไว้ตลอดเลย

 

ขอบคุณพี่ๆทุกคนครับ


Published on May 25, 2008 at 12:57 am.
Filled under: F.A.B Communication Design, General | No Comments
Leopard Music Video

Published on May 14, 2008 at 9:44 pm.
Filled under: Inspiration | No Comments
Newton Virus for Mac

Published on May 07, 2008 at 11:15 am.
Filled under: Inspiration | No Comments
iPhone song, using music app

Published on Apr 22, 2008 at 2:40 pm.
Filled under: Inspiration | No Comments
Brownie Design Motion in First Step

 

ช่วงเวลาที่หายไปส่วนหนึ่งได้ใช้ไปกับการทำงานกลุ่มกับ Brownie Design ครั้งแรกอย่างจริงจัง ด้วยการได้โจทย์จำลองการออกแบบ Motion Graphic รายการทีวี ชื่อว่า รายการ อุตลุดจุดฝัน โดยที่มาที่ไป ทางรายการได้เข้ามาติดต่อเชิญชวนให้เราสัมภาษณ์ออกรายการของเขา ในช่วงคนขายฝัน ซึ่งมีคอนเสปเกี่ยวกับ กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่มีรายได้ ขณะกำลังเรียนอยู่ และครีเอทีฟรายการของเขา ออกแบบรายการโดยสมมติให้เรา ออกแบบจิงเกิ้ลรายการทีวีให้เขา

ตอนถ่ายทำรายการ พวกเราก็ต้องมานั่ง Brain Storm กันถึงสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับงาน Motion ตัวนี้ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ในเวลาจำกัดทำให้เราได้ไอเดียไว้จุดเริ่ม เพื่อที่ทุกคนจะได้ นำคอนเสปจุดเริ่ม ที่เราตกลงกันไว้ไปคิดงานต่อได้โดยไม่หลากหลายเกินไป และในการทำงานวันแรกจริงๆเราก็ได้ตกลง board โดยรวมทั้งหมดเอาไว้

เรามีเวลาทำน้อยมาก กลุ่มเราไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน(เลยจริงๆ) ทำให้การทำงานในครั้งนี้ ไม่ตรงตามบอร์ดเท่าที่ควร ติดๆขัดๆในหลายๆอย่าง แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี สิ่งที่ได้จากการทำงานตรงนี้ ที่คิดว่า่ดีที่สุด คือการทำงานโมชั่นกราฟิกร่วมกัน คือ เวลาทำงานกันต้องตกลงกันว่า ใครจะทำอะไรตรงไหนอย่างไร เพราะเราต้องตกลงกันให้เข้าใจก่อน แล้วหลายๆอย่างก็ทำไม่ได้อย่างที่ต้องการ เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของโปรแกรมและอะไรหลายๆอย่างด้วย ก็นับเป็นประสบการณ์อีกก้าวหนึ่งของเราเอง และกลุ่ม บราวนี่ย์ดีไซน์

ตัวงาน หลังรายการออกอากาศคงมาโพสเก็บเอาไว้ในเวบล๊อกต่อไป

 

Published on Apr 18, 2008 at 11:53 am.
Filled under: Browniedesign, Collaboration, Design, Motion Graphics | No Comments
Flow 2.0

Published on Apr 03, 2008 at 4:05 pm.
Filled under: Design, Typography | No Comments
เตือนตัวเองด้วยสติ๊กเกอร์

ถึงงานจะเยอะแค่ไหนก็ไม่หวั่น เตือนตัวเองด้วยเวอร์ชั่นสติ๊กเกอร์ซะเลย

จะว่าไปมันก็สนุกดีนะที่ได้ทำอะไรแบบนี้ ความสุข ความสุข

Published on Jan 07, 2008 at 11:12 pm.
Filled under: Design, Typography | No Comments
www.songpracharoen.org

ทรงพระเจริญ หน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์

Published on Nov 25, 2007 at 1:49 am.
Filled under: Design, Typography | No Comments
Browniedesign @ Independence

ไปเจอเว็บบราวนี่ในหนังสือ pocket book เล่มหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บของตัวเอง และมีตัวอย่างให้ดูด้านหลัง หลายเว็บมากๆ หนึ่งในนั้นมี browniedesign ด้วย แต่ละคนก็เป็นที่รู้จักในวงการออกแบบทั้งแจ๊คทั้งเติ้ล สุดท้ายชื่อนี้ก็ไม่อยากจะโดนลบเลือนไปด้วยใครซักคน

- - - - - - -

ถึงจะไม่ใช่ design agency เราเป็นเพียงแค่ กลุ่มของนักออกแบบ ที่เริ่มต้นจากการเล่นคอมพิวเตอร์ และรักใน computer graphic เป็นอย่างมาก แต่ละคนมีความฝันเป็นของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้ทุกคนเดินทางไปในแต่ละทาง ทำให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ใหม่ และนำมาแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อที่จะพัฒนาไปสู่อนาคต

“พวกเราไม่ได้เก่ง พวกเรารักการออกแบบ” ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากจะพูดเหมือนกับผม

เราเจอกันได้อย่างไรก็ไม่รู้ ผมยังเคยตั้งเป็นคำถามกับเพื่อนทุกคน

แต่สุดท้ายเวลาก็ผ่านไปยาวนาน เกือบจะเข้าปีที่ 5 หรือปีที่ 6 แล้วเนี่ยแหละ

browniedesign : designery yours

Published on Nov 24, 2007 at 11:49 am.
Filled under: Browniedesign, Collaboration | No Comments